ผลกระทบของธุรกิจไทย ในยุคภาษีเข้มงวด
ธุรกิจ Project-based คืออะไร?
ไม่ว่าจะเป็น VAT ภาษีน้ำมัน หรือภาษีใหม่ๆ ที่รัฐกำลังพิจารณา หลายคนอาจมองว่านี่คือเรื่องของ “ภาษีที่แพงขึ้น” แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่กำลังเปลี่ยนอาจไม่ใช่แค่อัตราภาษี แต่เป็นต้นทุนของการทำธุรกิจในไทย ที่กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลังเริ่มพูดถึงแนวทางปฏิรูปภาษีหลายด้าน ทั้งการขยายฐานภาษี การใช้ Big Data ตรวจสอบรายได้ ไปจนถึงภาษีคาร์บอนและภาษีดิจิทัล แม้มาตรการจำนวนมากยังไม่ได้ประกาศใช้จริง แต่สิ่งเหล่านี้กำลังสะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่ต่างจากเดิม ประเทศกำลังเข้าสู่ช่วงที่รัฐต้องการรายได้มากขึ้น
ปัญหาอาจไม่ใช่ภาษีแพงขึ้น แต่คือ วิธีการในการดำเนินธุรกิจ
หลายคนอาจคิดว่าถ้า VAT เพิ่ม ธุรกิจก็แค่ขึ้นราคาสินค้า แต่การขึ้นราคา ทำไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะธุรกิจไทยจำนวนมากอยู่ในสภาพที่ Margin บางลงเรื่อยๆ ร้านอาหารแข่งขันกันด้วยโปรโมชัน ผู้รับเหมาตัดราคากันจนกำไรเหลือน้อย SME หลายแห่งพยายามประคองยอดขายในช่วงกำลังซื้อชะลอ สุดท้ายธุรกิจจำนวนมากจึงอยู่ในสภาพที่ มีรายได้ แต่กำไรต่ำ และเมื่อธุรกิจกำไรต่ำ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็อาจกระทบหนักกว่าที่คิด เช่น ผู้รับเหมาที่รับงานระยะยาวไว้ล่วงหน้า กำไรอาจคำนวณมาจากต้นทุนเดิมทั้งหมด แต่ระหว่างทำงานกลับต้องเจอทั้งค่าน้ำมันที่สูงขึ้น ค่าแรงที่เพิ่มขึ้น วัสดุก่อสร้างที่ผันผวน หรือแม้แต่ภาษีใหม่ในอนาคต ปัญหาคือ ธุรกิจประเภทนี้ไม่ได้สามารถ ขึ้นราคาย้อนหลัง กับลูกค้าได้ทันที สุดท้ายหลายบริษัทจึงไม่ได้เจ๊งเพราะไม่มีงาน แต่เจ๊งเพราะต้นทุนค่อยๆ กัด Margin จนหมด
ไม่ใช่ทุกธุรกิจจะเจ็บเท่ากัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ การขึ้นภาษีไม่ได้กระทบทุกธุรกิจในระดับเดียวกัน ธุรกิจขนาดใหญ่ หรือธุรกิจที่มีอำนาจต่อรองสูง มักสามารถผลักต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้เร็วกว่า เช่น ธุรกิจพลังงาน ค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือแบรนด์ที่ผู้บริโภคยังจำเป็นต้องซื้อ แต่ SME จำนวนมากไม่มีทางเลือกนั้น โดยเฉพาะธุรกิจที่แข่งขันกันด้วยราคา เพราะทันทีที่ขึ้นราคา ลูกค้าอาจหันไปหาเจ้าอื่นทันที นี่จึงเป็นสาเหตุที่ธุรกิจขนาดเล็กมักได้รับแรงกระแทกแรงกว่าเสมอในช่วงต้นทุนขาขึ้น และสิ่งที่น่ากังวลคือ SME ไทยจำนวนมากไม่ได้มีเงินทุนสำรองมากพอสำหรับรับความผันผวนระยะยาว ดังนั้น ถ้าต้นทุนเพิ่มต่อเนื่อง แต่กำลังซื้อไม่กลับมาเร็วพอ ธุรกิจกลุ่มนี้อาจเป็นกลุ่มแรกที่เริ่ม “ถอย” ออกจากตลาด
รัฐพยายามตรวจสอบรายได้ได้ละเอียดขึ้น
งที่รัฐกำลังทำ ไม่ได้มีแค่การขึ้นภาษี แต่คือการพยายามดึงเศรษฐกิจที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบมากขึ้น ที่ผ่านมา ธุรกิจในระบบจำนวนมากแบกรับภาระภาษีเต็มรูปแบบ ขณะที่เศรษฐกิจอีกส่วนกลับไม่ถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง การใช้ Big Data และ Data Lake จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือความพยายามทำให้รัฐ “มองเห็นรายได้” มากขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ ความเข้มงวดนี้จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมหรือไม่ เพราะในช่วงที่ผู้ประกอบการไทยถูกตรวจสอบมากขึ้น ธุรกิจจำนวนมากกลับมองว่า Global Platform ต่างชาติยังได้เปรียบในหลายด้าน แพลตฟอร์มต่างชาติสามารถเข้ามาสร้างรายได้ในไทยมหาศาล แต่โครงสร้างภาษีดิจิทัลของหลายประเทศ รวมถึงไทย ยังตามไม่ทันโมเดลธุรกิจยุคใหม่ทั้งหมด นี่จึงเป็นเหตุผลที่คำว่า “ความเป็นธรรมทางภาษี” เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหากธุรกิจไทยถูกเก็บภาษีเข้มขึ้น แต่ยังต้องแข่งขันกับแพลตฟอร์มระดับโลกที่มีต้นทุนและข้อได้เปรียบมากกว่า ความกดดันต่อผู้ประกอบการในประเทศก็จะยิ่งสูงขึ้น
สิ่งที่น่ากลัวอาจไม่ใช่ภาษีแต่คือ ความไม่แน่นอน
ธุรกิจส่วนใหญ่รับมือกับ ต้นทุนสูง ได้ ถ้ารู้ล่วงหน้าและวางแผนได้ แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือ การที่ต้นทุนเปลี่ยนเร็ว ขณะที่กำลังซื้อโตช้าวันนี้ธุรกิจไม่ได้ต้องรับมือแค่เรื่องภาษี แต่ยังต้องรับมือกับ
- พลังงานที่ผันผวน
- ดอกเบี้ย
- ค่าแรง
- การแข่งขันจากต่างประเทศ
- พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว
การขึ้นภาษีจึงอาจเป็นเพียง ตัวเร่ง ที่ทำให้ปัญหาที่ซ่อนอยู่ในธุรกิจชัดขึ้นกว่าเดิม บริษัทที่เคยคุมต้นทุนไม่ดี อาจเริ่มเห็นปัญหาชัด ธุรกิจที่พึ่ง Margin ต่ำมากเกินไป อาจเริ่มเหนื่อย องค์กรที่ตัดสินใจช้า อาจเสียเปรียบเร็วขึ้น ดังนั้นนอาจไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่คือการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยทั้งระบบและในยุคต่อจากนี้ ธุรกิจที่อยู่รอดได้ อาจไม่ใช่ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุด แต่คือธุรกิจที่ ปรับตัวกับต้นทุนใหม่ได้เร็วที่สุด